5.13.2555

จะเตรียมอะไรบ้าง ก่อนวันสัมภาษณ์


จะเตรียมอะไรบ้าง  ก่อนวันสัมภาษณ์

เนื่องจากสมัยนี้มหาวิทยาลัยเน้นการรับตรง โควตาเป็นจำมากดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสอบสัมภาษณ์ บางคนสอบวิชาการขอให้บอกทำได้สบาย แต่พอสอบสัมภาษณ์กลับตกม้าตาย

การเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์
มีคำกว่าว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้นเอง เราจะต้องเตรียมหาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย คณะที่เราจะเลือก รวมไปถึงความรู้รอบตัวทั่วไปที่เกี่ยวกับสาขาวิชานั้นๆ
การแต่งกาย
อันนี้เป็นสิ่งที่เรามองข้ามไปไม่ได้เลย เราควรจะต้องแต่งตัวให้ถูกระบียบทุกประการ เสื้อผ้าไม่จำเป็นต้ิองใหม่แต่ต้องสะอาด ไม่ยับยู่ยี่ สำหรับผู้ชายวันนั้นขอแนะนำให้ตัดผมสั้นหน่อยก็ดี ผู้หญิงก็มัดรวบผมให้เรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องวงเเว๊กขัดเงาต่างๆ สำหรับคุณน้องผู้หญิงพวกเครื่องประดับ สร้อยแหวน ข้อมือ ต่างเป็นไปได้ถอดให้หมด น้ำหอมก็ไส่แต่พองาม ใส่มากไปจากหมอจะกลายเป็นฉุน สำหรับเรื่องแต่งหน้าเเปะแป้งธรรมดาก็ไป ไม่ต้องเขียนขนตา ทาปากเหมือนกับไปเที่ยวสยามนะครับอิอิ
ควรเตรียมอะไรไปบ้าง
เราควรจะเตรียมเอกสารทั้งหมดก่อนวันสัมภาษณ์นะครับ ไม่ใช่ไปเตรียมตอนรุ่งเช้าแบบนี้จะยุ่งมากทำให้เราไปสายได้ การเตรียมเอกสารก็ควรหาเเฟ้มที่มีหลายช่องเพื่อจะได้แยกเอกสารแต่ละชนิด จะได้หาได้ง่ายเวลานำออกมาใช้ รูปถ่าย gpa หลักฐานต่างๆ รวมทั้ง ปากกาและก็ที่ลบคำผิด จะได้ไม่ต้องยืมคนอื่นเหมือนตอนอยู่โรงเรียนนะ 555
คืนก่อนสัมภาษณ์
ก็ตามสูตร ดื่มวีต้าแล้วไปนอนซะแล้วก็รีบนอน ( หลายคนระวังตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ก็พยายามนับเเกะเอานะครับ ) โดยพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจี๊ดจ๊าดต่างๆ ตั้งแต่ก่อนวันสัมภาษณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โจรโผกผ้าเหลืองบุก ( ท้องเสีย) ถ้ามีสัมภาษณ์ตอนประมาณช่วงเช้ายังไงก็ควรกินอาหารเช้าด้วยนะครับเพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องและเลี่ยงปัญญาท้องร้องตอนสัมภาษณ์ = = สำหรับอาหารก็ควรทานอาหารจำพวกย่อยง่าย เช่นโจ๊ก งดอาหารพวกนมและของมันและครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมเพราะจะทำให้ท้องอืดและมีอาการเรอได้ และควรเขี้ยวอาหารให้ระเอียด (ท่าทางจะแนะนำอาหารละเอียดเกินไป)
เดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์
ต้องหาข้อมูลให้ชัดเจน และต้องแน่ใจว่าเขานัดสัมภาษณ์ที่ใด ถ้าไม่แน่ใจให้เดินทาง ไปดูล่วงหน้าก่อน แต่ที่ดีที่สุดควรเดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์ล่วงหน้าประมาณสัก 15 นาที จะทำให้เรามีสมาธิ และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น แต่ถ้าไปถึงล่วงหน้าเป็นชั่วโมง ก็ดีแต่อาจจะทำให้คุณรอนานอาจเกิดความหงุดหงิด เสียสมาธิได้ และควรไปคนเดียว ถ้าไม่จำเป็นอย่าพาผู้อื่นไปด้วยเยอะจะทำให้เราพะวง เห็นหลายคนยังไปปิกนิกเล่นพามาทั้งครอบครัว กำลังใจเพียบ 5555 ครอบครัวเรามันช่างอบอุ่นอะไรเช่นนี้ อ๋อแล้วอีกอย่างผู้ติดตามก็ควรแต่งกายสุภาพด้วยนะครับ
นั่งรอสัมภาษณ์
ช่วงก็พยายามทำใจให้สบาย นึกถึกพ่อเเก้วแม่เเก้วไว้ อย่าทำหน้าเหมือนไม่ได้อึมาหลายวันหละ และก็ควรจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการทบทวนความรู้รอบตัวต่างๆ ถ้าได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ก็ควรพูดคุยด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส อ๋อระหว่างนั่งรอก็นั่งให้มันเรียบร้อยหน่อยครับ อย่ากระดิกเท้า นั่งถ่างขา นั่งยืดขา แขะขีมูกด้วย 555 อ๋อก่อนเข้าห้องอย่าลืมปิดมือถือให้เรียบร้อย = =
เมื่อถูกเรียกตัวเข้าสัมภาษณ์
ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ลองหายใจลึก ๆ แต่อย่ามากอาจหน้ามืดก่อน (และก็ควรบอกกับตัวเอง เรายอด เราเยี่ยม เราทำได้ สร้างขวัญและกำลังใจ ห้ามคิดเด็ดขาดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ok ) และก็เดินลุกอย่างสง่างามเขาไปที่สัมภาษณ์ ถ้ามีประตูควร เคาะ ประตู เสียก่อน ตามมารยาท ยกมือวันทาด้วยท่าทางสุภาพ ควรไหว้ประธานหรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดเพียงผู้เดียวถ้านั่งอยู่หลายคน โดยทั่วไปมัก นั่ง ตรงกลาง เรื่องนี้ ใช้ไหวพริบเองก็แล้วกัน อย่าเพิ่งนั่งจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือ คำเชิญจากผู้สัมภาษณ์ แต่ถ้รู้สึกว่าลมมันเย็นหรือยืนนานเกินไปแล้วผมว่าเราอณุญาตินั่งก็ได้ กล่าวขอบคุณครับ แล้วเราก็นั่งให้หัวใจเต้นเบาลง ตั้งสติก่อนสตารท์เอ๋ยก่อนสัมภาษณ์ พอนั่งแล้วก็จัดวางตัวเองอยู่ในที่เรียบร้อย หลังห้ามงอ หน้ามองตรง และที่สำคัญ ยิ้มสยาม
การวางตัวในขณะสัมภาษณ์
ทำหน้ายิ้มไว้ สบสายตาผู้สัมภาษณ์มีหลายคนชอบมองเพดานหรือมองหาเศษเหรียญตามพื้นถ้าโชคดีอาจจะได้เจอแบงค์พันก็ได้ 555 ถ้าคนสัมภาษณ์มีหลายคนก็ควรแจกจ่ายสายตาให้ทั่วถึงด้วยแต่ก็เน้นไปที่คนใหญ่คนโต ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วางแขนไว้ที่ตัก อย่าสั่นขา การตอบคำถามควรลงท้ายด้วย "ครับ", "ค่ะ" เสมอ ไม่ควรตอบเฉพาะคำถามห้วนๆ ไม่ควรพูดสอดแทรกในขณะที่ผู้สัมภาษณ์กำลังพูด ถ้าอาจารย์เกิดแนะนำตัวเองด้วยการบอกชื่อขึ้นมาน้องควรจะจำให้ได้ แล้วต่อไปก็ต้องเรียกชื่อของอาจารย์ ( ส่วนใหญ่คนสัมภาษณ์จะไม่ค่อยบอกชื่อตัวเอง ถามชื่อคนอื่นไม่บอกชื่อตัวเอง ไม่มีมารยาทเลยเนอะ ฮาฮา )
การตอบคำถาม
จงตอบคำถามด้วยความมั่นใจ ฉะฉาน พูดให้เป็นธรรมชาติด้วยเสียงที่พอเหมาะอย่าค่อย หรือดังเกินไป จงพูดเท่าที่จำเป็นอย่าคุยโม้โอ้อวด หรือถ่อมตนมากเกินไป ห้ามพาดพิงให้ร้ายพูดถึงคนอื่นในแง่ลบ จงพูดในสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคำถามและเป็นประโยชน์ สำหรับคุณให้มากที่สุด ดังนั้นเราก็ควรจะฝึกพูดกับตัวเองหรือหน้ากระจกด้วยนะครับ เพื่อจะได้ไม่ประม่า และก็หลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉาพกลุ่มต่างๆนานา เช่น มันเริ๋ดจริง ด๋อย เกรียน สมัยนี้คงไม่มีใช้คำว่าจ๋าบละมั้งสมัยก่อนฮิตกันมาก = = แล้วอีกอย่างคือห้ามเถียง ถึงเถียงชนะแต่เราก็อาจจะสอบไม่ติดได้ = = การตอบคำถามทุกคำถามควรจะพูดความจริง เพราะว่าคนสัมภาษณ์เขามีประสบการณ์เ้ยอะ ( ก็อายุเยอะแล้ว ) ดังนั้นถามถ้าเราโกหกอะไรไปพวกเขาจะจับผิดได้ 99% ยกเว้นน้องจะมีความวชาญพิเศษในด้านก็ตามแต่ก็ไม่ควรจะเสี่ยง
คำถามยอดฮิต
1. เล่าประวัติแบบย่อ ๆของคุณให้ฟังหน่อยครับ / แนะนำตัวให้กรรมการฟังหน่อยครับ ถามมาแบบนี้ จะถามทำไม ก้อดูเอาในประวัติสิคับ-----อย่าตอบไปเด็ดขาดเลยนะ เหอๆ (คิดในใจก้อพอ) ที่เค้าถามน่ะเพื่อดูภาพรวม, การแสดงความคิดเห็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เราก็ควรจะจัดลำดับคำตอบให้ดีนะ เรื่องของตัวเอง Present ให้เต็มที่เลย แต่ทว่า อย่าไปพูดวกไปวนมา หรือยืดยาวจนเกินไปนะ!!!! แนวๆประมาณ ชื่อ.....ชื่อเล่น.....มาจากรร.ไร.....ความสามารถพิเศษ.....หรืออย่างอื่นที่เราคิดว่าเป็นจุดเด่นของตนเองประมาณเนี้ยยย ดังนั้นควนจะฝึกมาตั้งแต่ที่บ้านนะครับ
2.เหตุผล ทำไมๆๆ ถึงเลือกเรียนที่นี่ สาขานี้ ในการตอบนั้น แต่ละคนอาจจะมีลักษณะคำตอบที่แตกต่างกัน แนวทางของคำตอบนั้น พยายามตอบเป็นกลางๆ คือไม่ได้ฟังดูดีมาก หรือห้วนจนเกินไป เพื่อความเป็นธรรมชาติ และไม่ดูเป็นสคริปต์มากนัก และที่สำคัญ ควรตอบคำถามทุกคำถามด้วยถ้อยคำชัดเจนและสุภาพ เพื่อแสดงความมั่นใจในตัวเองและความเคารพต่อกรรมการ
3. วิชาที่ชอบและไม่ชอบ
4. อาชีพในฝัน
5. ถ้าไม่ได้เรียนที่นี่ในคณะนี้ จะเรียนที่ไหน
6. ถ้าเรียนแล้วรู้ตัวว่าคณะนี้ไม่ใช่จะทำอย่างไร ( ตอบยากมาก )
7. เรียนหนักนะจะไหวหรอ บอกไปเลยว่าจะพยายามให้ดีที่สุดถ้าได้โอกาศเข้าเรียน อย่าโม้เช่นว่า อย่างผมนะเก่งอยู่แล้วไม่มีอะไรยากสำหรับผม 55
8. ถ้าอาจารย์ถามถึงข้อเสียของเรา เช่นเคยทำอะไรให้พ่อแม่เสียใจบ้าง เคยสร้างวีระกรรมอะไรไว้บ้างก็ ตอบตามความจริง เพราะอาจารย์บางคนจะไล่ถามถ้าเราแต่งเองก็จะจนมุมในที่สุด
เจออาจารย์กวนปราสาท ( Edit1 )
อันนี้หลายคนจะโดนเพราะอาจารย์ต้องการรู้ถึงจิตใจว่าทนต่อแรงเสียดสี กดดันต่างๆได้มั้ย โดยอาจารย์หลายท่านอาจจะทำพูดแล้วแสดงออกทางเสียง รวมถึงหน้าตาด้วย ( ดูแล้วมันก็น่ากืนตวน ยิ่งนัก ) แต่น้องก็เย็นๆไว้นะโยม ถ้าตบะแตกขึ้นมาก็จบเหตุ บางคนคะแนนข้อสอบเทพมากแต่เจออาจารย์แซวนิดแซวหน่อย ฟิวส์ขาด อย่างเช่น เธอคะแนนน้อยมาก ไม่รุ้ฝ่ายพิจารณ์จะเรียก เธอมาสัมภาษณ์ทำไมนิ ( ตูจะรู้หรอ ก็คุณ ก็เรียกมาเองนิ xxx )
คะแนนน้อยแบบนี้เรียนไปก็ซิ่ว เราก็ต้องตอบอย่างใจเย็นว่า ถึงตอนนี้คะแนนน้อย แต่หนูคิดว่าหนูจะพัฒนาได้ดีกว่านี้ หนูจะตั้งใจให้มากขึ้น ขอแค่ได้มีโอกาศสักครั้ง นะคะ
ถ้าพบกับคำถามที่ตอบไม่ได้
จงอย่าอ้างว่าไม่ได้เรียนมาและอย่าแสดงสีหน้าตกอกตกกใจจนเกินเหตุ ( คิดในใจได้ซวยแล้วตู T__T) เขาอาจจะอยากลองดูไหวพริบการแก้ปัญหาของคุณ อันนี้อย่าตอบมั่วเด็ดขาด ยอมรับซะว่าไม่ทราบจริง ๆ และจะไปสืบค้นหาคำตอบภายหลัง ซึ่งแสดงว่าคุณเป็นผู้ใฝ่รู้ (ต้องทำจริง ๆ นะ) อย่าขอเปลี่ยนคำถามหรือขอผู้ช่วยเพราะไม่ใช่เกมโชว์ ( ความจริงมันก็ทำให้การสัมภาษณ์มีสีสันนะครับ แต่จะกลายเป็นตลกไม่ออก เหอะ ๆ )
สุดท้ายเมื่อจบการสัมภาษณ์ ไม่ว่าเราจะตอบได้ดีหรือไม่ดีก็ตามก็ยิ่มหวานๆ ยกมือไหว้ แล้วก็ออกจากห้องอย่าลืมเก็บเก้าอี้ให้เรียบร้อย

อาจารย์แนะนำ
 หลังจากที่ผมได้คุยกับอาจารย์   จากลาดกระบัง  ท่านได้นะนำว่า น้องควรจะแสดงถึงความมุ่งมั่นว่า อยากเรียนเพราะอะไร เรียนจบแล้วจะทำอะไร  เพราะบางครั้งการตัดสินใจยากมากอะครับ อาจารย์เลยดูพวกนี้ประกอบด้วย แหะ ๆ ๆ
ปล แอดมิชชั่น  99.9 % ติดทุกคนนะครับ ไม่ต้องใช้พอร์ตก็ได้
"""""""""""""""""""""""""""""

7 คำถามที่คุณต้องเจอในการสอบสัมภาษณ์



บางคนอาจจะพอนึกภาพออกนะครับว่า เด็กม.ปลายที่กำลังจะเข้าสอบสมภาษณ์เข้ามหาลัยเนี่ย มันกังวลแค่ไหน (ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องกังวลเลย) กลัวนู่น กลัวนี่ ขี้หด ตดหาย กังวลสารพัด ประดุจว่าห้องสัมภาษณ์คือห้องดับจิตก็ไม่ปาน
ก็ยังไม่ทันได้ตอบคำถามน้องเค้าเลยครับ พอดีน้องเค้าขอตัวไปก่อน ,,,
อย่ากระนั้นเลย ไหนๆก็ไหนๆ ก็ยกเอามาตอบมันในบล็อกเสียเลย เวลาปีหน้ามีน้องมาถามอีก จะได้ไม่ต้องมาบิ๊วอารมณ์กันใหม่
,,, ,,, ,,,
เรามาดูว่า  คำถามแบบไหน ที่มักจะเจอเวลาสอบสัมภาษณ์เข้ามหาลัย
,,, ,,, ,,, 
0.ถามข้อมูลส่วนตัว
อันนี้เป็นเรื่องปกติ ธรรมดาสามัญครับ อาจจะให้เราแนะนำตัว ชื่อ นามสกุล จบจากโรงเรียนอะไร เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ ก็ว่าไป ,,, ซึ่งบางคนก็อาจจะข้ามสเตปท์ตรงนี้ไปก็ได้ ถ้าอาจารย์คิดว่าได้ข้อมูลจากเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้าอาจารย์พอแล้ว ,,, แต่บางที อาจารย์ก็อยากให้เราแนะนำตัว เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับอาจารย์ เพราะบางคนก็สั่นจนแนะนำตัวเองถูกๆผิดๆก็มี 
มีเพื่อนผมคนนึง มันไปสร้างวีรกรรมตอนสอบสัมภาษณ์ไว้อย่างลือเลื่องมาก  ,,, ผมสมติชื่อมันว่า โตแมง ก็แล้วกันนะครับ
โตแมง สอบได้คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชา เคมี ณ มหาลัยในภาคอีสานแห่งหนึ่ง ,,, แต่โตแมง กะว่า ไปสอบสัมภาษณ์ชิวๆขำๆไปงั้นเอง เพราะคิดไว้ในใจแล้วว่า ไม่เลือกที่นั่นแน่ๆ  ,,, พออาจารย์ถามชื่อ โตแมงตอบว่า "อาจารย์ไม่รู้เหรอครับ ว่าผมชื่ออะไร อาจารย์รู้มั้ยว่าผมเป็นใคร" และก็ตามด้วยคำตอบกวนตีนอีกหลายดอก ,,, ผลคือ โตแมง ไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์สมใจอยาก 
,,, ,,, ,,, 
1.ถามความมั่นใจ
แน่นอนครับ คำถามบังคับที่ทุกคนจะได้เจอ "ทำไมถึงอยากเรียนสาขา/คณะนี้" ,,,
ถ้าเป็นคนอยากเรียนจริงๆ ก็จะไม่ลำบากใจหน่อย ถ้าเป็นแบบโตแมงข้างบน อยากฮาราคีรีตัวเองก็ไม่ยาก แต่ถ้ายังสองจิตสองใจ อารมณ์ประมาณว่า จะไม่เอาก็เสียดาย จะเก็บไว้ก็คิดหนัก ,,, ก็ให้พยามคิดถึงเหตุผลที่ทำให้อยากเรียนแล้วตอบไปแบบไม่ต้องคิดมากครับ เพราะเขาถามถึงเหตุผลที่อยากเรียน เขาไม่ได้ถามถึงเหตุผลที่จะทำให้ไม่อยากเรียน ,,, แต่จะดีมาก ถ้าเราสามารถตัดสินใจได้ก่อนการไปสัมภาษณ์ เพราะมันจะทำให้เราตอบได้อย่างมั่นใจ และไม่เป็นการตัดโอกาสคนที่เขาอยากเรียนจริงๆ แต่คะแนนสอบอาจจะน้อยกว่าเรา
ถ้ามั่นใจว่าอยากเรียนจริง แต่เจออาจารย์แอบขู่ เช่น "เรียนยากนะ", "รีไทร์เยอะนะ", "รุ่นพี่เธอก็บอกครูแบบนี้" ตอบๆไปเหอะ "มั่นใจครับ/ค่ะ" คนเก่งหรือจะเท่าคนใจสู้ อาจารย์ก็อยากวัดแค่นี้แหละครับ
,,, ,,, ,,,
2.ถามความรู้
คำถามวัดความรู้ แต่ละคนก็จะถูกลองของมากน้อยแตกต่างกัน บางคนก็เจอหนัก บางคนก็เจอเบา บางคนก็เจอคำถามตรงสายเลย บางคนก็เจอความรู้รอบตัว ก็สุดแล้วแต่บุญทำกรรมแต่งครับ (ha) ,,, แต่โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังคำนี้ก่อน ,,, ถ้าไม่รู้เกี่ยวกับคำถาม พลีสเลยครับ กรุณาอย่าดำน้ำ อย่าพยายามเนียนนุ่มกรุ้มกริ่ม อาจารย์ที่อยู่ตรงหน้าเรา เก๋าๆกันทั้งนั้น อย่าคิดว่าจะใส่ตีนกบสคูบ้าดำน้ำ แล้วจะรอด
ตอบถูกในสิ่งที่รู้และเข้าใจนั่นเป็นเรื่องดีครับ ถ้ารู้ก็ตอบอย่างมั่นใจเลย ,,, ถ้ารู้บ้างไม่รู้บ้าง ก็ตอบเฉพาะส่วนที่รู้ ,,, แต่ถ้าไม่รู้จริงๆ ให้ตอบว่า ไม่ทราบครับ/ค่ะ ,,, การที่เราไม่รู้ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะถ้ารู้ไปหมด กูจะมาเรียนทำไม?
แต่ก็ควรทำการบ้านมาบ้างเหมือนกันนะจ๊ะ ,,, เพราะถึงไม่รู้ ไม่ใช่เรื่องผิด ,,, แต่ถ้าไม่รู้ไปหมดซะทุกเรื่อง มันก็กะไรอยู่ จริงไหม?
เพื่อนผมมันมาประจานตัวเองตอนสอบสัมภาษณ์เข้าวิทย์คอม ,,, อาจารย์ถามว่า ที่บ้านใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรบ้าง ,,, เพื่อนผมมันตอบว่า "ก็ใช้วายแน้ม(Winamp)ฟังเพลงอะค่ะ" (กรุณานึกถึงหน้าคนถาม ตอนเพื่อนผมมันตอบ)
,,, ,,, ,,, 
3.ถามจุดแข็ง
อาจารย์แกก็จะดูคะแนนของเรา ถ้าวิชาไหนเราทำคะแนนได้ดี อาจารย์ก็อาจจะลองเทสท์ดูบ้างว่า เอ๊ ไอ้นี่มันมั่วแม่นรึปล่าว วิธีตอบก็ให้กลับขึ้นไปอ่านข้อที่แล้วครับ
,,, ,,, ,,,
4.ถามจุดอ่อน
บางคนนี่โคตรซวยครับ นอกจากอาจารย์จะไม่ถามจุดแข็งที่คันปากอยากจะตอบจะตายห่าน แต่ยังเสือกถามจี้จุดอ่อนเราอีก ,,,
เวลาโดนจี้จุดอ่อน ก็อย่าประสาทแดกไปครับ ,,, รู้ก็ตอบ ไม่รู้ก็บอก "ไม่ทราบ" จบ! ,,, ตอบไม่ได้ ไม่มีใครเอาM16 มารัวใส่ให้ตายหงส์คาห้องสัมภาษณ์แน่นอนครับ
พออาจารย์แกถามจนสาแก่ใจแกแล้ว ต่อไปก็จะกลับไปที่ข้อ 1. ครับ นั่นก็คือ "ช่วงวัดใจ"
อย่างผมนี่ ตอนม.ปลาย เกรดฟิสิกส์ได้น้อยมาตลอด ,,, คะแนนเอ็นท์วิชาฟิสิกส์ก็ได้น้อย ฟ้องตัวเองอีก ,,, เจอเลยครับ "มีเรียนฟิสิกส์ตั้ง 2 ตัวนะ มีแล็บฟิสิกส์ด้วย จะไหวเหรอ" ,,, เจอลองดีอย่างนี้ เราก็ตอบไปเลยครับว่า "คิดว่าไหว และจะพยายามให้ดีที่สุดครับ/ค่ะ" ,,,
ในชีวิตมหาลัย วิชาไหนเราไม่เก่ง มันก็เอาเกรดเอยาก อันนี้พอจะมองภาพออกนะครับ แต่เชื่อผมเหอะ ถึงเราจะเอาเกรดเอในวิชานั้นๆยาก แต่ก็ใช่ว่ามันจะติดเอฟกันง่ายๆ ,,, และผมก็ผ่านฟิสิกส์มาด้วย D+ 2 ตัว (ha)
,,, ,,, ,,,
5.ถามหาพ่อ หาแม่
เอ่อ อันนี้ไม่ได้กวนตีนนะครับ ,,, อาจารย์อาจจะถามหาพ่อ หาแม่ ของเราจริงๆ ,,, หลายคนงงว่า ทำไมต้องถาม? ,,, เคสนี้ เผื่อไว้ในกรณีที่ผู้ปกครองมีความขัดข้องในการหาค่าเล่าเรียนให้เราครับ ,,, อาจารย์ก็จะถามว่า พ่อ แม่ทำอาชีพอะไร มีลูกกี่คน ติดขัดเรื่องการเงินไหม เราต้องการทุนไหม ,,, ถ้าต้องการ ให้ตอบโดยไวเลยครับ อาจารย์ก็จะทำremarkไว้ ซึ่งก็เป็นผลดีกับตัวเราเอง
ในกรณีที่เราต้องการทุน แต่อาจารย์ไม่ถามเรา ให้เราชิงถามเองเลยครับ ,,, เรื่องทุนการศึกษานี่ เรื่องใหญ่ อย่ากลัว อย่าอาย อาจารย์เขาพร้อมตอบอยู่แล้ว
,,, ,,, ,,,
6.ถามหาพี่
ถามหาพ่อ หาแม่ แล้วอาจจะมีถามหาพี่บ้าง แต่อันนี้ออกแนวระลึกชาตินิดนึง ,,, ถ้าใครมีพี่หรือญาติที่เรียนคณะ/สาขา นั้นๆ ตลอดจนเป็นที่รู้จักของอาจารย์ผู้สัมภาษณ์ แกก็จะถามเลยว่า เป็นน้องของ/รู้จัก...หรือเปล่า ,,, ให้รู้ไว้เลยว่า พี่หรือญาติของน้องๆ อาจจะมีจุดเด่นซักอย่างนึง ที่เป็นที่จดจำของอาจารย์ที่ถาม ,,, ส่วนจะเป็นจุดเด่นด้านดีหรือร้ายนั้น ก็ไปวัดดวงกันเอง (ha) 
แต่ข้อนี้ไม่ต้องซีเรียสอะไรมากครับ ถามมา ก็ตอบไปแค่นั้นเอง
,,, ,,, ,,,
7.ถามหาอะไร?
นอกจากทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว จะมีคำถามอยู่ประเภทหนึ่ง ที่เราฟังแล้วอาจจะเกิดความสงสัยว่า อาจารย์จะถามหาซอกตึกอะไรครับ? เช่น "ชื่อแปลว่าอะไร", "ใครเป็นคนตั้งชื่อให้", "เมื่อคืนไปกินเหล้ากับรุ่นพี่มารึเปล่า" หรือ "รุ่นพี่เลี้ยงเนื้อย่างร้านไหน"
ก็ไม่ต้องก่งก๊งหรอกครับ คำถามเหล่านี้ ดูเหมือนจะกวนตีน แต่มันเป็นการสร้างความผ่อนคลายและความคุ้นเคยให้กับพวกน้องๆเองนั่นแหละ เพราะบางคนเข้าไปเจออาจารย์ก็เกร็งจนรูตูดขมิบไป 30 รอบก็มี เดี๋ยวจะสัมภาษณ์ไม่รู้เรื่องกันพอดี 
,,, ,,, ,,
ก็คงจะพอเป็นแนวทางได้บ้างไม่มากก็น้อย (ประโยคนี้ คำนำรายงานส่งครูชัดๆ -3-) หรืออาจจะทำให้น้องที่กำลังจะได้เข้าสัมภาษณ์เร็วๆนี้ ได้สบายใจขึ้น ,,, แต่ขอเตือนก่อนว่า ทั้งหมดที่ว่ามา มันก็แค่ความเห็นของผมคนเดียวเท่านั้น อ่านพอเป็นแนวทางได้ แต่อย่าเชื่อทั้งหมด เตรียมตัวให้พร้อม เป็นตัวของตัวเอง ผ่อนคลาย แต่มั่นใจ แล้วการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาลัย ก็จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป

กด Like แล้วติดตามการอัพเดตได้ในหน้าแรกFacebook ตลอด "รับตรง@Admissions"

ติดต่อ-สอบถาม พูดคุยกันจ้า